เปิด ปิด การใช้งานคุกกี้ของ ทรูฮิต (Truehits Cookies)



นายอำเภอท่าม่วง พร้อมคณะ นำเครื่องอุปโภคบริโภคแจกชาวบ้านพังตรุ


12 เม.ย. 2563, 13:01



นายอำเภอท่าม่วง พร้อมคณะ นำเครื่องอุปโภคบริโภคแจกชาวบ้านพังตรุ




วันนี้ (12 เม.ย. 2563) ผู้สื่อข่าว ONB news รายงานว่า นายฑรัท เหลืองสอาด นายอำเภอท่าม่วง คนใหม่ ได้มอบหมายให้ นายอนันท์ชัย ทองสีนุช ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ไปร่วมกับ นาย ทรงยุทธ์ การพานิชเจ้าของโรงสีการพานิช นายธนวัต การพานิช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลพังตรุ ซึ่งเป็นผู้บริจาคเครื่องอุปโภค บริโภค  ได้แก่ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล เกลือ และหน้ากากอนามัย มอบให้แก่ประชาชน ในแต่ละหมู่บ้านของพื้นที่ ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโคโรนา2019 (โควิด19)

สำหรับ นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ก็มีกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นจากการช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไร้บ้านซึ่งมีเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ แต่ความช่วยเหลือที่ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์วางมาตรการไว้ กลับช่วยเหลือเฉพาะคนไทย ที่มีบัตรประจำตัวประชาชน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า คนไร้บ้านจำนวนมากไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เป็นคนตกหล่น ไร้ญาติ ทั้งที่เป็นคนไทย และมีแรงงานข้ามชาติอีกจำนวนหนึ่งที่ตกงาน ไม่มีค่าเช่าบ้าน ไม่มีที่อยู่ รวมทั้งไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ในขณะนี้  กลุ่มเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือของรัฐได้  ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องรีบดำเนินการช่วยเหลือคนเหล่านี้โดยด่วน  เพราะคนเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะได้รับและเผยแพร่โรคระบาดโควิด-19 เนื่องจากต้องอยู่ในพื้นที่สาธารณะและไม่มีการเฝ้าระวัง

ทั้งนี้รัฐบาลโดย นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีโครงการ ”เราไม่ทิ้งกัน” บริการที่พักสะอาดอาหาร 3 มื้อ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับคนไร้ญาติ คนตกงานในช่วงนี้ โดยจัดบ้านมิตรไมตรีไว้รองรับอย่างน้อย 4 แห่ง สามารถติดต่อสอบถามและใช้บริการได้ที่สายด่วน 1300

ขณะที่สายด่วน 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยืนยันว่ามาตรการ ที่ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ช่วยเหลือ คือสำหรับคนไทย  เนื่องจากต้องใช้บัตรประชาชนในการติดต่อ

นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องเข้าไปดูแลใกล้ชิดคือ กลุ่มผู้หญิงและเด็กที่ได้รับความตึงเครียดของการอยู่ร่วมกันในครอบครัว โดยไม่สามารถเดินทางไปมาได้ ประกอบกับความตึงเครียดทางเศรษฐกิจที่คนจำนวนมากไม่มีงานทำหรือรายได้ลดลงมาก ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งพบว่าช่วงการระบาดของโควิด-19 มีความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นมาก

นายสุรพงษ์ เสนอว่า รัฐควรรณรงค์และเพิ่มช่องทางเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ประสบความรุนแรง รวมถึงการเพิ่มทรัพยากรเพื่อสนับสนุนที่พักพิงชั่วคราวสำหรับบุคคลที่ประสบความรุนแรง เช่น บ้านมิตรไมตรี หรือบ้านพักเด็กและครอบครัว ตลอดจนการให้คำแนะนำคำปรึกษาออนไลน์ ทางสายด่วน 1300 อีกทั้งปรับบริการให้เข้ากับบริบทสถานการณ์วิกฤตในเชิงรุกเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เสียหายสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ 

ในรายงานของ UN Women เรื่อง “Policy Brief: The Impact of COVID-19 on Women” ระบุว่า ในปีที่ผ่านมามีผู้หญิงและเด็กผู้หญิงอายุ 15-49 ปี จำนวน 243 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับความรุนแรงทางเพศหรือความรุนแรงทางร่างกาย แต่ปัจจุบัน ความรุนแรงมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความเครียดด้านความปลอดภัย สุขภาพและการเงิน อีกทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่จำกัด

จากข้อมูลที่เกิดขึ้นในหลายประเทศแสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่มีการระบาดของ COVID-19 ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงในครอบครัวได้ทวีความรุนแรงขึ้น  เช่น ในประเทศฝรั่งเศส มีรายงานความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 30% นับตั้งแต่มีการปิดเมืองเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ในประเทศอาร์เจนตินา มีการแจ้งเหตุฉุกเฉินที่เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 25% นับตั้งแต่การปิดเมืองเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 ในประเทศไซปรัสและประเทศสิงคโปร์ มีการบันทึกเหตุความรุนแรงที่สายด่วนทางโทรศัพท์เพิ่มขึ้น 30% และ 33% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานกรณีความรุนแรงในครอบครัวและความต้องการที่พักพิงฉุกเฉินที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศแคนาดา ประเทศเยอรมนี ประเทศสเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

 

 



 


 






Recommend News





MOST POPULAR


























©2018 ONBNEWS. All rights reserved.